อ่านมาเยอะแล้วเล่าบ้างดีกว่า
เป็นเรื่องเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนนะ
เราเคยเป็น Consult ด้านออกแบบระบบ IT
ทำให้เราต้องไปประจำอยู่ที่ออฟฟิศของลูกค้าเป็นเวลาหลายเดือน
โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปอยู่ทำโปรเจคที่แถวสนามบินน้ำเป็นเวลา 3 เดือน
ลักษณะของออฟฟิศที่นี่คือ จะเป็นลักษณะเหมือนรูปตัว U
โดยทางเข้าจะอยู่ที่ด้านขวา
ส่วนห้องทำงานที่ทีมงานเราจะใช้เป็นประจำจะอยู่ผั่งซ้าย
โดยระหว่างทางเดินรูปตัว U นั้นจะเป็นที่นั่งของพนักงานบริษํทนี้
(เป็นตัว U ที่ค่อนข้างใหญ่นะครับ)
และส่วนตรงกลางที่ตัว U ล้อมรอมจะมีสวนสาธารณะสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน
ซึ่งจัดบริเวณให้คนที่ทำงานสามารถมองเห็นสวนได้เพื่อความร่มรื่น
ฟังดูแล้วเป็นออฟฟิศที่ค่อนข้างจะสวยนะครับ
แต่เชื่อมั๊ยครับว่าความรู้สึกแรกที่ไปถึงที่นี่บอกได้คำเดียวว่า "มาคุ"
(ตอนแรกเราก็นึกว่าเรารู้สึกไปเองคนเดียว
แต่ตอนหลังก็ได้มีโอกาสรู้ว่า คนที่ไปทำโปรเจคนี้ด้วยกันก็รู้สึกเหมือนกัน)
จะขออธิบายเป็นจุดๆ ละกันนะครับ
ห้องทำงานที่เราใช้ เป็นห้องประชุมเก่า
ที่ค่อนข้างเล็ก สำหรับคนที่นั่งเป็นแถวยาว 5 คน
ทางบริษัทเค้าเอาโต๊ะประชุมเป็นโต๊ะทำงานให้ แล้วจัดให้นั่งเป็นแถวยาว
โดยหันหลังให้ประตูและหันหน้าเข้าหน้าต่างบานใหญ่
ซึ่งไม่ติดม่านบังแดด และใช้วิธีจัดต้นไม้บังแทนเพื่อทำให้อากาศไม่ร้อน
ตอนกลางวันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ
แต่ตอนกลางคืนมักรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมาจากข้างนอกเสมอเลย
(ปรกติพนักงานที่นี่จะกลับกันประมาณ 5 โมงครึ่ง
แต่พวกเราเนื่องจากทำงานเป็นโปรเจคเลยกลับกันประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง)
ซึ่งเราก็คิดว่าคงเป็นเพราะพอข้างนอกมืดแต่ข้างในสว่าง
คนงานโรงงานที่ทำงานกะดึกก็เลยอาจจะชำเลืองมองมาก็ได้
(ถึงแม้ว่าโรงงานจะอยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลแต่ก็คงมีความเป็นไปได้มั๊ง)
ส่วนต่อมา ส่วนที่ 2 คือ ส่วนทางเดิน
ที่เป็นส่วนที่ทำงาน ของพนักงานประจำ ตรงที่เป็นบริเวณรูปตัว U
อันนี้เป็นบริเวณที่รู้สึกว่า "มาคุ" แบบไม่มีเหตุผล
เพราะคนก็นั่งทำงานกันเยอะแยะไม่น่าจะมีอะไร
(ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน)
ส่วนที่ "มาคุ" ส่วนสุดท้าย
แต่เป็นส่วนที่สุดๆ แล้วก็คือห้องน้ำ
คือเป็นห้องน้ำที่ขออนุญาตใช้คำว่า
ใช้เป็นที่ถ่ายหนังผีได้สบายเลยน่ะ
คือในส่วนของห้องน้ำชายนะครับ ไฟห้องน้ำจะมีอยู่ 2 ดวง
และดวงนึงจะกระพริบตลอด
พอเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องน้ำ 3 ห้องอยู่ข้างหน้า
โถปัสสาวะชายจะอยู่ฝั่งซ้ายมือสุด ทางขวามือก็จะติดกำแพงครับ
แล้วทางด้านล่าง(ข้างประตู) จะเป็นที่ล้างมือ
ดังนั้นเวลาล้างมือ ถ้าเราส่องกระจกเราก็จะเห็นห้องน้ำอย่างชัดเจน
โดยวันที่เข้าห้องน้ำนี้ครั้งแรก ขณะที่เรากะพี่อีกคนทำธุระอยู่นั้น
อยู่ๆ ก็อกน้ำล้างมือก็ไหลโดยไม่มีคนกด
เรากะพี่ก็มองหน้ากันด้วยความงง
ตอนนั้นเราก็คิดว่าก็อกน้ำที่นี่คงเสียมั๊ง
เพราะขนาดไฟที่เสียยังไม่ได้ซ่อมเลย
รู้สึกว่าเริ่มยาวเอาแบบรวบรัดละกันนะครับ
คือในประมาณ 3 เดือน ที่เราอยู่ในโปรเจคนี้ กิจวัตรเราก็จะคล้ายกันน่ะครับ
โดยจะอยู่ปิดออฟฟิศคนสุดท้ายตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง - 4 ทุ่มเป็นประจำ
และเราก็เจอเรื่องแปลกอย่างเรื่องคนมองตอนกลางคืน
เรื่องก็อกน้ำไหลตอนเข้าห้องน้ำ โดยบางครั้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำในโถปัสสาวะ
ซึ่งไม่มีคนเข้าไหลเอง อยู่เป็นประจำ
ซึ่งเราก็ไม่อยากคิดอะไรมากเพราะต้องอยู่ที่นี่อีกนาน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เป้นวันที่เราต้องให้ลูกค้าตรวจรับงาน
ซึ่งใช้ระยะเวลาในขั้นตอนประมาณ 3 วันตอนหลัง 5 โมงเป็นต้นไป
ทำให้ลูกค้าคนที่เราต้องติดต่อเป็นประจำต้องอยู่ดึกเป็นเพื่อนเรา
โดยระหว่างช่วงตรวจรับ เราจะยกเครื่องมานั่งบริเวณตัว U
ข้างโต๊ะลูกค้าเพื่อความสะดวกในการตรวจรับ
โดยขั้นตอนตรวจรับในวันแรกก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เสร็จประมาณ 3 ทุ่ม
พอลูกค้ากลับ เราก็มักจะนั่งอยู่ตรงตัว U
ทำงานต่อไปคนเดียวโดยไม่คิดอะไร
พอวันที่ 2 ระหว่างช่วงตรวจรับงาน ลูกค้าก็มาถามเราว่า
"อยู่ที่นี่มาตั้ง 2 เดือนกว่า กลับก็ดึกทุกวัน
เคยเจออะไรบ้างรึเปล่า" เราก็ตอบไปแบบขำๆ ว่า
"ก็ไม่เจออะไรมากหรอกพี่
ก็แค่เจอผีช่างไม่ยอมมาซ่อมก็อกน้ำซะทีรำคาญจะแย่"
พี่เค้าก็เลยถามว่าก็อกอะไรเราก็เลยเล่าเรื่องห้องน้ำให้เค้าฟังเรา
เค้าก็อึ้งแล้วบอกว่า "พวกพี่ทำงานกันมาเป็น 10 ปี
ยังไม่เคยมีใครเจอแบบน้องเลยนะ"
เราก็อึ้งเลยดิ ในใจก็คิดว่าลูกค้ามันมาแกล้งเรารึเปล่าวะ
พอประมาณ 2 ทุ่มครึ่งแฟนลูกค้าก็มารับลูกค้าไปกินข้าว
เค้าก็บอกว่าขอไปกินข้าวอยู่คนเดียวได้รึเปล่า
เราก็ด้วยความต้องเก็กชงนิดๆ เพือความดูดีก็เลยตอบไปว่า
"อยู่ได้พี่อยู่คนเดียวมาตั้งหลายคืนแล้ว สบายมาก"
แต่ในใจตอนนั้นสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้ว
ลูกค้าเค้าก็เลยเปิดเพลงที่เครื่องคอมเค้าทิ้งไว้ให้เป็นเพื่อนแล้วบอกว่า
"เดี๋ยวพี่รีบไปรีบกลับละกัน" แล้วก็ออกไปกินข้าว
จริงๆ ตอนนั้นเพื่อนๆ ในทีมก็ยังอยู่ที่ห้องประชุมนะ
แต่เราก็ขี้เกียจย้ายเครื่องไปมาและก็เห็นว่าเมื่อวานก็ไม่เจออะไร
ก็เลยนั่งคนเดียวต่อจนพี่เค้ากลับมาเค้าก็ยังแซวว่าเจออะไรบ้างรึเปล่า
เราก็บอกว่า "ไม่เจออะไรนะพี่ทำไมถึงต้องเจอด้วยล่ะ"
ตอนนี้เราก็มานึกเสียใจว่าไม่น่าพลั้งปากถามไปเลย
พอเราถามเค้าว่าทำไมต้องเจออะไรด้วยล่ะ
ลูกค้าเค้ากะทำหน้าอึ้งแล้วก็บอกว่า
"น้องไม่รู้เหรอว่าที่นี่เคยมียามเคยผูกคอตายที่ตรงต้นไม้ในสวน"
(สวนตรงกลางตัว U นั่นแหละครับ) และก็เลยได้รู้ว่าเพราะไอ้เรื่องนี้แหละ
ทำให้พนักงานที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคนกลับหลัง 5 โมง โดยไม่จำเป็น
คราวนี้เราก็เลยถึงบางอ้อเลยครับ
ว่าไอ้เรื่องห้องน้ำ ไอ้เรื่องที่รู้สึกว่ามีคนมองตอนกลางคืน
แล้วก็ไอ้ความรู้สึกแปลกๆ เวลาเดินผ่านตัว U คืออะไร
หลังจากนั้นเราก็ตรวจเช็คงานต่อกับลูกค้า
จน 4 ทุ่มลูกค้าก็จะกลับก่อน เค้าก็เลยถามว่า
"จะนั่งทำงานข้างนอกต่อก่อนรึเปล่าจะยังไม่ได้ปิดคอม"
(เป็นคอมคนละตัวกับที่ลูกค้าใช้น่ะ
เป็นคอมที่ลูกค้าเปิดเพลงให้เราฟัง
ก่อนจะออกไปกินข้าวกะแฟน
เพราะเครื่องนี้เป็นเครื่องที่มีลำโพงน่ะ)
แต่ถ้าเรากลัวแล้วจะกลับเข้าห้องประชุมเลย
เค้าจะได้ปิดคอมเลย
ไอ้เราก็ด้วยความเก็กชงก็เลยบอกว่า
"คงนั่งอีกแป๊บแล้วเดี๋ยวค่อยไปปิดให้"
ลูกค้าก็เลยกลับบ้านไปโดยเปิดคอมไว้ให้
พอลูกค้าไปเราก็รีบเซฟงานเลยครับ
ก็จะรีบกลับไปหาเพื่อนๆ ที่ห้องประชุม
แต่ระหว่างเซฟงานนี่สิ
เราก็ได้ยินเสียงลมพัดที่ต้นไม้ที่ตรงสวน
(มีหน้าต่างแบบปิดตายคั่นอยู่) ซึ่งปรกติเราจะไม่ค่อยได้ยิน
พอได้ยินเสียงลมพัดเสร็จก็ได้ยินสียงอะไรซักอย่างมากระแทกกระจก
ตอนแรกก็นึกว่าสงสัยลมคงพัดอะไรมาโดนกระจกมั๊ง
แต่พอตู้เก็บของข้างกระจก(ในตัวตึก) มีเสียงดังเหมือนโดนอะไรชน
เราก็เริ่มอึ้ง เพราะไม่ว่าของอะไรก็ตามที่ลมพัดมากระแทกกระจก
ไม่มีทางจะเข้ามาในตึกได้โดยกระจกไม่แตก ยังคิดไปไม่ได้เท่าไร
เสียงนั้นก็เปลี่ยนจากกระแทกตู้มาเป้นกระแทกโต๊ะตัวข้างๆ ตู้
แล้วก็โต๊ะตัวถัดไป ถัดไป ถัดไป
ในทิศทางที่มุ่งหน้าจากต้นไม้มายังโต๊ะเรา
พอเสียงดังเข้ามาใกล้จนระยะห่างประมาณ 3 ช่วงโต๊ะ
โดยที่เรายังไม่เห็นที่มาของเสียง
เราก็ตัดสินใจทำในสิ่งทีฉลาดที่สุดในวันนั้น
วิ่งครับ วิ่งไปห้องประชุม โดยไม่รอให้เสียงนั้นตามมาถึงตัวเรา
ไม่รอดูว่ามันคืออะไร ไม่สอดรู้สอดเห็น
เพราะเราคิดว่าที่เค้ามาแสดงตัวเนี่ย
ก็เพราะลูกค้าเล่าเรื่องเค้าให้เราฟัง แต่เราก็ยังไม่สนใจอะไร
พอเราวิ่งไปถึงห้องประชุม
เพื่อนกับพี่ ก็ถามว่ามีอะไรเหรอ
เราก็ด้วยความไม่อยากให้เพื่อนกะพี่ตกใจ
ก็เลยบอกว่า"เราหาวิธีปิดคอมไม่ได้ไปช่วยเราปิดหน่อยสิ"
เพื่อนเราก็ทำหน้าประมาณว่าอะไรวะทำอาชีพนี้แล้วไมปิดคอมไม่เป็นวะ
หลังจากที่เราขอร้องเพื่อนให้ช่วยเสร็จเราก็ชวนเพื่อนๆ กลับบ้าน
ตอนเราออกมาขึ้นรถพี่เค้าก็ถามว่า "เมื่อกี้เจอใช่มั๊ย"
เราก็พยักหน้า เค้าก็บอกว่า "ยังไม่ต้องเล่านะไว้มะรืนจบโปรเจคแล้วค่อยเล่า"
โดยหลังจากที่เรา เล่าไปแล้วทุกคนในโปรเจคก็พูดออกมาว่า "ถึงว่าล่ะ..."
อาจจะฟังไม่ค่อยน่ากลัวนะครับแต่ตอนนั้นผมกลัวมากๆ เลยนะเนี่ย
ไว้คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยเจอให้ฟังอีกนะครับ
จากคุณ : น้ำค้างในยามเช้า - [ 6 ธ.ค. 48 01:09:34 ]
เป็นเรื่องเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนนะ
เราเคยเป็น Consult ด้านออกแบบระบบ IT
ทำให้เราต้องไปประจำอยู่ที่ออฟฟิศของลูกค้าเป็นเวลาหลายเดือน
โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปอยู่ทำโปรเจคที่แถวสนามบินน้ำเป็นเวลา 3 เดือน
ลักษณะของออฟฟิศที่นี่คือ จะเป็นลักษณะเหมือนรูปตัว U
โดยทางเข้าจะอยู่ที่ด้านขวา
ส่วนห้องทำงานที่ทีมงานเราจะใช้เป็นประจำจะอยู่ผั่งซ้าย
โดยระหว่างทางเดินรูปตัว U นั้นจะเป็นที่นั่งของพนักงานบริษํทนี้
(เป็นตัว U ที่ค่อนข้างใหญ่นะครับ)
และส่วนตรงกลางที่ตัว U ล้อมรอมจะมีสวนสาธารณะสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน
ซึ่งจัดบริเวณให้คนที่ทำงานสามารถมองเห็นสวนได้เพื่อความร่มรื่น
ฟังดูแล้วเป็นออฟฟิศที่ค่อนข้างจะสวยนะครับ
แต่เชื่อมั๊ยครับว่าความรู้สึกแรกที่ไปถึงที่นี่บอกได้คำเดียวว่า "มาคุ"
(ตอนแรกเราก็นึกว่าเรารู้สึกไปเองคนเดียว
แต่ตอนหลังก็ได้มีโอกาสรู้ว่า คนที่ไปทำโปรเจคนี้ด้วยกันก็รู้สึกเหมือนกัน)
จะขออธิบายเป็นจุดๆ ละกันนะครับ
ห้องทำงานที่เราใช้ เป็นห้องประชุมเก่า
ที่ค่อนข้างเล็ก สำหรับคนที่นั่งเป็นแถวยาว 5 คน
ทางบริษัทเค้าเอาโต๊ะประชุมเป็นโต๊ะทำงานให้ แล้วจัดให้นั่งเป็นแถวยาว
โดยหันหลังให้ประตูและหันหน้าเข้าหน้าต่างบานใหญ่
ซึ่งไม่ติดม่านบังแดด และใช้วิธีจัดต้นไม้บังแทนเพื่อทำให้อากาศไม่ร้อน
ตอนกลางวันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ
แต่ตอนกลางคืนมักรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมาจากข้างนอกเสมอเลย
(ปรกติพนักงานที่นี่จะกลับกันประมาณ 5 โมงครึ่ง
แต่พวกเราเนื่องจากทำงานเป็นโปรเจคเลยกลับกันประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง)
ซึ่งเราก็คิดว่าคงเป็นเพราะพอข้างนอกมืดแต่ข้างในสว่าง
คนงานโรงงานที่ทำงานกะดึกก็เลยอาจจะชำเลืองมองมาก็ได้
(ถึงแม้ว่าโรงงานจะอยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลแต่ก็คงมีความเป็นไปได้มั๊ง)
ส่วนต่อมา ส่วนที่ 2 คือ ส่วนทางเดิน
ที่เป็นส่วนที่ทำงาน ของพนักงานประจำ ตรงที่เป็นบริเวณรูปตัว U
อันนี้เป็นบริเวณที่รู้สึกว่า "มาคุ" แบบไม่มีเหตุผล
เพราะคนก็นั่งทำงานกันเยอะแยะไม่น่าจะมีอะไร
(ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน)
ส่วนที่ "มาคุ" ส่วนสุดท้าย
แต่เป็นส่วนที่สุดๆ แล้วก็คือห้องน้ำ
คือเป็นห้องน้ำที่ขออนุญาตใช้คำว่า
ใช้เป็นที่ถ่ายหนังผีได้สบายเลยน่ะ
คือในส่วนของห้องน้ำชายนะครับ ไฟห้องน้ำจะมีอยู่ 2 ดวง
และดวงนึงจะกระพริบตลอด
พอเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องน้ำ 3 ห้องอยู่ข้างหน้า
โถปัสสาวะชายจะอยู่ฝั่งซ้ายมือสุด ทางขวามือก็จะติดกำแพงครับ
แล้วทางด้านล่าง(ข้างประตู) จะเป็นที่ล้างมือ
ดังนั้นเวลาล้างมือ ถ้าเราส่องกระจกเราก็จะเห็นห้องน้ำอย่างชัดเจน
โดยวันที่เข้าห้องน้ำนี้ครั้งแรก ขณะที่เรากะพี่อีกคนทำธุระอยู่นั้น
อยู่ๆ ก็อกน้ำล้างมือก็ไหลโดยไม่มีคนกด
เรากะพี่ก็มองหน้ากันด้วยความงง
ตอนนั้นเราก็คิดว่าก็อกน้ำที่นี่คงเสียมั๊ง
เพราะขนาดไฟที่เสียยังไม่ได้ซ่อมเลย
รู้สึกว่าเริ่มยาวเอาแบบรวบรัดละกันนะครับ
คือในประมาณ 3 เดือน ที่เราอยู่ในโปรเจคนี้ กิจวัตรเราก็จะคล้ายกันน่ะครับ
โดยจะอยู่ปิดออฟฟิศคนสุดท้ายตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง - 4 ทุ่มเป็นประจำ
และเราก็เจอเรื่องแปลกอย่างเรื่องคนมองตอนกลางคืน
เรื่องก็อกน้ำไหลตอนเข้าห้องน้ำ โดยบางครั้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำในโถปัสสาวะ
ซึ่งไม่มีคนเข้าไหลเอง อยู่เป็นประจำ
ซึ่งเราก็ไม่อยากคิดอะไรมากเพราะต้องอยู่ที่นี่อีกนาน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เป้นวันที่เราต้องให้ลูกค้าตรวจรับงาน
ซึ่งใช้ระยะเวลาในขั้นตอนประมาณ 3 วันตอนหลัง 5 โมงเป็นต้นไป
ทำให้ลูกค้าคนที่เราต้องติดต่อเป็นประจำต้องอยู่ดึกเป็นเพื่อนเรา
โดยระหว่างช่วงตรวจรับ เราจะยกเครื่องมานั่งบริเวณตัว U
ข้างโต๊ะลูกค้าเพื่อความสะดวกในการตรวจรับ
โดยขั้นตอนตรวจรับในวันแรกก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เสร็จประมาณ 3 ทุ่ม
พอลูกค้ากลับ เราก็มักจะนั่งอยู่ตรงตัว U
ทำงานต่อไปคนเดียวโดยไม่คิดอะไร
พอวันที่ 2 ระหว่างช่วงตรวจรับงาน ลูกค้าก็มาถามเราว่า
"อยู่ที่นี่มาตั้ง 2 เดือนกว่า กลับก็ดึกทุกวัน
เคยเจออะไรบ้างรึเปล่า" เราก็ตอบไปแบบขำๆ ว่า
"ก็ไม่เจออะไรมากหรอกพี่
ก็แค่เจอผีช่างไม่ยอมมาซ่อมก็อกน้ำซะทีรำคาญจะแย่"
พี่เค้าก็เลยถามว่าก็อกอะไรเราก็เลยเล่าเรื่องห้องน้ำให้เค้าฟังเรา
เค้าก็อึ้งแล้วบอกว่า "พวกพี่ทำงานกันมาเป็น 10 ปี
ยังไม่เคยมีใครเจอแบบน้องเลยนะ"
เราก็อึ้งเลยดิ ในใจก็คิดว่าลูกค้ามันมาแกล้งเรารึเปล่าวะ
พอประมาณ 2 ทุ่มครึ่งแฟนลูกค้าก็มารับลูกค้าไปกินข้าว
เค้าก็บอกว่าขอไปกินข้าวอยู่คนเดียวได้รึเปล่า
เราก็ด้วยความต้องเก็กชงนิดๆ เพือความดูดีก็เลยตอบไปว่า
"อยู่ได้พี่อยู่คนเดียวมาตั้งหลายคืนแล้ว สบายมาก"
แต่ในใจตอนนั้นสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้ว
ลูกค้าเค้าก็เลยเปิดเพลงที่เครื่องคอมเค้าทิ้งไว้ให้เป็นเพื่อนแล้วบอกว่า
"เดี๋ยวพี่รีบไปรีบกลับละกัน" แล้วก็ออกไปกินข้าว
จริงๆ ตอนนั้นเพื่อนๆ ในทีมก็ยังอยู่ที่ห้องประชุมนะ
แต่เราก็ขี้เกียจย้ายเครื่องไปมาและก็เห็นว่าเมื่อวานก็ไม่เจออะไร
ก็เลยนั่งคนเดียวต่อจนพี่เค้ากลับมาเค้าก็ยังแซวว่าเจออะไรบ้างรึเปล่า
เราก็บอกว่า "ไม่เจออะไรนะพี่ทำไมถึงต้องเจอด้วยล่ะ"
ตอนนี้เราก็มานึกเสียใจว่าไม่น่าพลั้งปากถามไปเลย
พอเราถามเค้าว่าทำไมต้องเจออะไรด้วยล่ะ
ลูกค้าเค้ากะทำหน้าอึ้งแล้วก็บอกว่า
"น้องไม่รู้เหรอว่าที่นี่เคยมียามเคยผูกคอตายที่ตรงต้นไม้ในสวน"
(สวนตรงกลางตัว U นั่นแหละครับ) และก็เลยได้รู้ว่าเพราะไอ้เรื่องนี้แหละ
ทำให้พนักงานที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคนกลับหลัง 5 โมง โดยไม่จำเป็น
คราวนี้เราก็เลยถึงบางอ้อเลยครับ
ว่าไอ้เรื่องห้องน้ำ ไอ้เรื่องที่รู้สึกว่ามีคนมองตอนกลางคืน
แล้วก็ไอ้ความรู้สึกแปลกๆ เวลาเดินผ่านตัว U คืออะไร
หลังจากนั้นเราก็ตรวจเช็คงานต่อกับลูกค้า
จน 4 ทุ่มลูกค้าก็จะกลับก่อน เค้าก็เลยถามว่า
"จะนั่งทำงานข้างนอกต่อก่อนรึเปล่าจะยังไม่ได้ปิดคอม"
(เป็นคอมคนละตัวกับที่ลูกค้าใช้น่ะ
เป็นคอมที่ลูกค้าเปิดเพลงให้เราฟัง
ก่อนจะออกไปกินข้าวกะแฟน
เพราะเครื่องนี้เป็นเครื่องที่มีลำโพงน่ะ)
แต่ถ้าเรากลัวแล้วจะกลับเข้าห้องประชุมเลย
เค้าจะได้ปิดคอมเลย
ไอ้เราก็ด้วยความเก็กชงก็เลยบอกว่า
"คงนั่งอีกแป๊บแล้วเดี๋ยวค่อยไปปิดให้"
ลูกค้าก็เลยกลับบ้านไปโดยเปิดคอมไว้ให้
พอลูกค้าไปเราก็รีบเซฟงานเลยครับ
ก็จะรีบกลับไปหาเพื่อนๆ ที่ห้องประชุม
แต่ระหว่างเซฟงานนี่สิ
เราก็ได้ยินเสียงลมพัดที่ต้นไม้ที่ตรงสวน
(มีหน้าต่างแบบปิดตายคั่นอยู่) ซึ่งปรกติเราจะไม่ค่อยได้ยิน
พอได้ยินเสียงลมพัดเสร็จก็ได้ยินสียงอะไรซักอย่างมากระแทกกระจก
ตอนแรกก็นึกว่าสงสัยลมคงพัดอะไรมาโดนกระจกมั๊ง
แต่พอตู้เก็บของข้างกระจก(ในตัวตึก) มีเสียงดังเหมือนโดนอะไรชน
เราก็เริ่มอึ้ง เพราะไม่ว่าของอะไรก็ตามที่ลมพัดมากระแทกกระจก
ไม่มีทางจะเข้ามาในตึกได้โดยกระจกไม่แตก ยังคิดไปไม่ได้เท่าไร
เสียงนั้นก็เปลี่ยนจากกระแทกตู้มาเป้นกระแทกโต๊ะตัวข้างๆ ตู้
แล้วก็โต๊ะตัวถัดไป ถัดไป ถัดไป
ในทิศทางที่มุ่งหน้าจากต้นไม้มายังโต๊ะเรา
พอเสียงดังเข้ามาใกล้จนระยะห่างประมาณ 3 ช่วงโต๊ะ
โดยที่เรายังไม่เห็นที่มาของเสียง
เราก็ตัดสินใจทำในสิ่งทีฉลาดที่สุดในวันนั้น
วิ่งครับ วิ่งไปห้องประชุม โดยไม่รอให้เสียงนั้นตามมาถึงตัวเรา
ไม่รอดูว่ามันคืออะไร ไม่สอดรู้สอดเห็น
เพราะเราคิดว่าที่เค้ามาแสดงตัวเนี่ย
ก็เพราะลูกค้าเล่าเรื่องเค้าให้เราฟัง แต่เราก็ยังไม่สนใจอะไร
พอเราวิ่งไปถึงห้องประชุม
เพื่อนกับพี่ ก็ถามว่ามีอะไรเหรอ
เราก็ด้วยความไม่อยากให้เพื่อนกะพี่ตกใจ
ก็เลยบอกว่า"เราหาวิธีปิดคอมไม่ได้ไปช่วยเราปิดหน่อยสิ"
เพื่อนเราก็ทำหน้าประมาณว่าอะไรวะทำอาชีพนี้แล้วไมปิดคอมไม่เป็นวะ
หลังจากที่เราขอร้องเพื่อนให้ช่วยเสร็จเราก็ชวนเพื่อนๆ กลับบ้าน
ตอนเราออกมาขึ้นรถพี่เค้าก็ถามว่า "เมื่อกี้เจอใช่มั๊ย"
เราก็พยักหน้า เค้าก็บอกว่า "ยังไม่ต้องเล่านะไว้มะรืนจบโปรเจคแล้วค่อยเล่า"
โดยหลังจากที่เรา เล่าไปแล้วทุกคนในโปรเจคก็พูดออกมาว่า "ถึงว่าล่ะ..."
อาจจะฟังไม่ค่อยน่ากลัวนะครับแต่ตอนนั้นผมกลัวมากๆ เลยนะเนี่ย
ไว้คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยเจอให้ฟังอีกนะครับ
จากคุณ : น้ำค้างในยามเช้า - [ 6 ธ.ค. 48 01:09:34 ]