เสียงฮัมเพลงของแม่นั่นเอง
นี่ก็เลยเป็นที่มาของการลงทรง
วันเดียวกันนั้นเองพ่อ แม่ป้า ชั้นกับน้องและพี่ๆอีกสองคน
ได้เดินทางไปหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปางนั่นเอง
ซึ่งประมาณโดยระยะ ไม่น่าจะไกลมากนัก
แต่มันทำให้ทุกคนคิดผิด
เพราะหนทางที่เรากำลังจะไปนั้นไกลๆมาก
ไกลจนไม่น่าไปและไม่น่าเชื่อ.....
เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อึมครึม
และมองไม่เห็นยอดเขา ใช่เพราะเราอยู่กลางหุบเขานั่นเอง
หนทางภาคเหนือบางที่ก็คราคร่ำไปด้วยไม้ใหญ่และวังเวง..........
เราเดินทางมาถึงที่หมาย ด้วยความตื่นเต้นกันทุกคน
เพราะเราไม่รู้ว่าเบื้องหน้านั้นจะเป็นยัไง
ส่วนชั้นกับน้องด้วยความเป็นเด็ก กิน เล่นกัน เหนื่อยก็หลับ ไม่ได้รู้เลย
สิ่งที่เรากำลังจะเผชิญนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครได้คาดจริงๆ
บ้านที่มาถึงหลังนี้ เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง
ต่อเติมชั้นล่าง ตกแต่งอย่างสวยงามตามแบบภาคเหนือ
ขณะที่ทุกคนกำลังก้มถอดรองเท้านั้น
พี่เหน่งลูกชายของแม่ป้าก็ร้องเฮ้ย.......เสียงดัง
จนทำให้ทุกคนตกใจและโกรธ
พี่อี๊ดลูกสาวคนโตของแม่ป้าได้ถามว่า อะไรวะ....
ถามไปด้วยความตกใจและโมโหน้อง
พี่เหน่งหน้าถอดสี เหงื่อแตกไปทั้งตัว และก็บอกว่า
เดี๋ยวค่อยคุย.......พี่อี๊ดกลับบ่นน้องด้วยความเซ็งทันทีว่า
(เป็นภาษาเหนือค่ะ) ไอ้บ้าเดี๋ยวก็โดนเจ้าของบ้านด่าหรอก
ไม่เป็นไรเป็นเรื่องล้อเล่นของเค้าน่ะจ้า.....
ใครๆมาเค้าก็เล่นด้วยหมดแหละ
คนแถวนี้เค้าชินกันหมดแล้ว...
เสียงของผู้หญิงแก่ ดังขึ้นมาจากไหนไม่รู้ คาดว่านะเป็นชั้นสอง
เห็นได้ไงวะ...ว่าเราเจอไรพี่เหน่งกระซิบพี่อี๊ด
แล้วพี่อี๊ดก็ถามว่าเจออะไร พี่เหน่งไม่ยอมปริปาก
แต่ก็บอกไว้ว่า เดี๋ยวค่อยเล่า และไอ้คำว่าเดี๋ยวค่อยเล่านั่น
ยิ่งทำให้ทุกคนขนหัวลุกเค้าที่ว่าเป็นใคร......
เราขึ้นมาถึงชั้นสอง มี หญิง ชายวัยกลางคนเข้ามาต้อนรับ
ได้จัดแจงที่นั่งและอธิบายวิธีการไหว้พระและเจ้าที่เจ้าทางให้เรา
พร้อมกับบอกให้คอยสักครู่นะ ไหนก็มากันแล้วอยู่ไกลกันเนาะ
แต่ก็ยังอุตส่าห์มา....พวกเค้ารู้ได้ไง ทั้งที่ไม่มีใครโทรบอกซักคน
และรู้ได้ไงว่าเรามาไกล เพราะก่อนที่เราจะมาที่นี่น่ะ
แม่ป้ารู้จักสถานที่แห่งนี้เพราะเพื่อนแนะนำให้เท่านั้น
รู้สถานที่และหนทางเพียงคร่าวๆเท่านั้น
และที่สำคัญไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนว่าจะมา
พวกเราทุกคนได้แต่ทำหน้าสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
เพราะว่าอะไร เพราะว่าบรรยากาศโดยรอบมันทำให้เราไม่กล้าที่จะคิดถามอะไร
เพราะกลัวว่าถ้าคิดเฉยๆ แล้วกลับมาคนตอบให้นี่สิ...........
เอ้า... เป็นไงมาไงฮะ....ทุกคนสะดุ้งตกใจเพราะเราได้ยินกันแต่เสียง
ส่วนตัวผู้พูดเรายังไม่เห็น นั่นไง ท่านมาละ สิ้นเสียงหญิงชาย เมื่อครู่
ก็มี หญิงวัยกลางคนค่อนข้างมีอายุสักหน่อย เดินมา
พร้อมกับในมือกำธูป กำเทียนมาเต็มสองกำมือ แต่งตัวตามแบบฉบับชาวเหนือ
แต่ลักษณะท่าทางดูแล้วขลัง.........
เรียกชั้นว่า แม่อุ้ยแปง ท่านพูดฟังจากน้ำเสียงดูเป็นหญิงใจดี
แต่ดูจากดวงตานี่สิแปลก แปลกที่ว่านี้คือ ท่านตาบอดทั้งสองข้าง
บอดสนิท หรือที่เค้าเรียกว่าตาบอดตาใส
แค่นี้ก็ทำให้พวกเราทั้งหมดยิ่งต้องเชื่อในสิ่งเราไม่เชื่อละล่ะ
ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเราต้องไม่ใช่คนธรรมดา
( ต้องขอย้อนอีกนิดนะคะว่า แม่อุ้ย ภาษาเหนือเรียกว่า ยาย
ส่วนชื่อเต็มของ เค้าก็คือ คำแปง เรียกกันเข้าใจง่ายๆและน่ารักก็คือ แม่อุ้ยแปงค่ะ )
สิ่งที่เราต้องตาค้างก็คือว่าทำไมท่านถึงเดินไปมา
หยิบจับโน่นนี่ได้อย่างเช่นคนปกติ จุดธูปเทียนได้เหมือนเราๆ
และยังปักเทียนได้ตามที่มันควรอยู่ได้ด้วย
ความสงสัยในตัวแม่อุ้ยแปงเริ่มทวีมากขึ้นอีกเพราะ ท่านได้พูดว่า
แ ม่ ข อ ง ส อ ง ค น นี้ ล่ะ สิ ..... เฮ้อ มั น ห ว ง ลูก ข อ ง มั น นะ
เท่านั้นแหละพวกเราที่นั่งกันอยู่ถึงกับจะขยับตัวกันไม่ได้
เพราะยังไม่มีใครได้เริ่มพูดอะไรกันสักคำ ยังไม่ได้กล่าวทักทายสวัสดีท่านเลย ยังไม่มีใครได้เริ่มต้นบอกกล่าวอะไรสักอย่าง ยังไม่ได้บอกจุดประสงค์ที่มานี้ด้วย
และที่ระทึกขวัญไปใหญ่ก็คือ ท่านรู้ได้ไง เพราะที่บ้านท่าน
ไม่ต้องการให้มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารใดๆเลย โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
และไม่มีโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน
แม่ป้ากับพ่อพยายามตั้งสติ
เพื่อจะบอกกล่าวเรื่องที่เป็นมา และจุดประสงค์ ว่า
ต้องการพูดคุยกับแม่น้องว่าเป็นยังไงถึงได้ฆ่าตัวตายอย่างนี้
แต่ ยังไม่ได้พูดอะไร ท่านก็รู้ได้ยังไง นั่นสิ
ท่านพูดแต่เพียงว่า จะคุยกับแม่เด็กมั้ย...
พ่อพูดพร้อมพนมมือรับว่า คุยครับท่าน... ได้
ท่านตอบ สักครู่ท่านก็ทำพิธีในแบบของผู้มีของดี
ใช่ค่ะ มันอาจจะเหมือนในหนังในละครที่มีพ่อมด แม่มด หมอผี นั่นแหละ
แต่นี่ไม่ใช่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง
ขณะที่เรารอท่านกำลังลงทรง
ทุกคนรู้สึกว่ามีใครมองเราอยู่
มีความรู้สึกเหมือนว่ามีคนมาจ้องมองเราตลอดเวลา
แต่ไม่เห็นตัวซะที มีแค่ปลายหางตา แว๊บไป แว๊บมา
ท่านพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้เราสะดุ้งบมา เท่านั้น เอ้า.....มาแล้ว
คุยเลยท่านพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้เราสะดุ้ง เพราะเราอยู่ในความเงียบกันหมด
สิ้นเสียงแม่อุ้ย.... ก็มีเสียงที่เราคุ้นหูนั่นมาอีกแล้ว
ใช่...เสียงของแม่น้อง เสียงร้องไห้ของแม่น้อง..... แม่น้องมาแล้ว
ฉันตกใจบวกกับดีใจ ใช่จริงๆเนาะนุ้ย
ฉันกับน้องลุกกระโดดโลดเต้นดีใจปรบมือกันใหญ่
แต่ไหนล่ะ ไม่เห็นตัวเลย นุ้ยก็พูดว่า แม่น้องเล่นซ่อนแอบ
เท่านั้นแหละฉันกับน้องก็วิ่งไปมากํน เพราะคิดว่าเป็นแม่จริงๆ
แม่สุดที่รักของพวกเรามาแล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าที่เราได้ยินนั้นเป็นการเข้าทรง
เป็นแค่เสียงของแม่เท่านั้น เพราะร่างกายของแม่ สลายไปในอากาศแล้ว
แม่ป้ากับพ่อน้ำตาไหล ที่เห็นฉันกับน้องเป็นแบบนี้
ทั้งดีใจและเสียใจ ไปกับลูกทั้งสอง
น้องรักลูก...ห่วงลูกเหลือเกิน ลูกจ๋า....แม่น้องอยากกอดลูกใจจะขาด ....
เสียงสะอื้น.....นี้ทำให้พวกเราที่มา พากันร้องไห้ตามไปด้วย
ไม่มีแต่เราที่ร้องไห้ หญิงชายที่ออกมาต้อนรับเราก็น้ำตาซึมเหมือนกัน
น้องจะเอาลูกไปด้วย.........
ยังไม่จบเท่านี้ โปรดติดตาม.....
จากคุณ : เจฉ่าย (เจฉ่าย) - [ 8 ธ.ค. 48 15:21:48 ]
นี่ก็เลยเป็นที่มาของการลงทรง
วันเดียวกันนั้นเองพ่อ แม่ป้า ชั้นกับน้องและพี่ๆอีกสองคน
ได้เดินทางไปหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปางนั่นเอง
ซึ่งประมาณโดยระยะ ไม่น่าจะไกลมากนัก
แต่มันทำให้ทุกคนคิดผิด
เพราะหนทางที่เรากำลังจะไปนั้นไกลๆมาก
ไกลจนไม่น่าไปและไม่น่าเชื่อ.....
เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อึมครึม
และมองไม่เห็นยอดเขา ใช่เพราะเราอยู่กลางหุบเขานั่นเอง
หนทางภาคเหนือบางที่ก็คราคร่ำไปด้วยไม้ใหญ่และวังเวง..........
เราเดินทางมาถึงที่หมาย ด้วยความตื่นเต้นกันทุกคน
เพราะเราไม่รู้ว่าเบื้องหน้านั้นจะเป็นยัไง
ส่วนชั้นกับน้องด้วยความเป็นเด็ก กิน เล่นกัน เหนื่อยก็หลับ ไม่ได้รู้เลย
สิ่งที่เรากำลังจะเผชิญนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครได้คาดจริงๆ
บ้านที่มาถึงหลังนี้ เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง
ต่อเติมชั้นล่าง ตกแต่งอย่างสวยงามตามแบบภาคเหนือ
ขณะที่ทุกคนกำลังก้มถอดรองเท้านั้น
พี่เหน่งลูกชายของแม่ป้าก็ร้องเฮ้ย.......เสียงดัง
จนทำให้ทุกคนตกใจและโกรธ
พี่อี๊ดลูกสาวคนโตของแม่ป้าได้ถามว่า อะไรวะ....
ถามไปด้วยความตกใจและโมโหน้อง
พี่เหน่งหน้าถอดสี เหงื่อแตกไปทั้งตัว และก็บอกว่า
เดี๋ยวค่อยคุย.......พี่อี๊ดกลับบ่นน้องด้วยความเซ็งทันทีว่า
(เป็นภาษาเหนือค่ะ) ไอ้บ้าเดี๋ยวก็โดนเจ้าของบ้านด่าหรอก
ไม่เป็นไรเป็นเรื่องล้อเล่นของเค้าน่ะจ้า.....
ใครๆมาเค้าก็เล่นด้วยหมดแหละ
คนแถวนี้เค้าชินกันหมดแล้ว...
เสียงของผู้หญิงแก่ ดังขึ้นมาจากไหนไม่รู้ คาดว่านะเป็นชั้นสอง
เห็นได้ไงวะ...ว่าเราเจอไรพี่เหน่งกระซิบพี่อี๊ด
แล้วพี่อี๊ดก็ถามว่าเจออะไร พี่เหน่งไม่ยอมปริปาก
แต่ก็บอกไว้ว่า เดี๋ยวค่อยเล่า และไอ้คำว่าเดี๋ยวค่อยเล่านั่น
ยิ่งทำให้ทุกคนขนหัวลุกเค้าที่ว่าเป็นใคร......
เราขึ้นมาถึงชั้นสอง มี หญิง ชายวัยกลางคนเข้ามาต้อนรับ
ได้จัดแจงที่นั่งและอธิบายวิธีการไหว้พระและเจ้าที่เจ้าทางให้เรา
พร้อมกับบอกให้คอยสักครู่นะ ไหนก็มากันแล้วอยู่ไกลกันเนาะ
แต่ก็ยังอุตส่าห์มา....พวกเค้ารู้ได้ไง ทั้งที่ไม่มีใครโทรบอกซักคน
และรู้ได้ไงว่าเรามาไกล เพราะก่อนที่เราจะมาที่นี่น่ะ
แม่ป้ารู้จักสถานที่แห่งนี้เพราะเพื่อนแนะนำให้เท่านั้น
รู้สถานที่และหนทางเพียงคร่าวๆเท่านั้น
และที่สำคัญไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนว่าจะมา
พวกเราทุกคนได้แต่ทำหน้าสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
เพราะว่าอะไร เพราะว่าบรรยากาศโดยรอบมันทำให้เราไม่กล้าที่จะคิดถามอะไร
เพราะกลัวว่าถ้าคิดเฉยๆ แล้วกลับมาคนตอบให้นี่สิ...........
เอ้า... เป็นไงมาไงฮะ....ทุกคนสะดุ้งตกใจเพราะเราได้ยินกันแต่เสียง
ส่วนตัวผู้พูดเรายังไม่เห็น นั่นไง ท่านมาละ สิ้นเสียงหญิงชาย เมื่อครู่
ก็มี หญิงวัยกลางคนค่อนข้างมีอายุสักหน่อย เดินมา
พร้อมกับในมือกำธูป กำเทียนมาเต็มสองกำมือ แต่งตัวตามแบบฉบับชาวเหนือ
แต่ลักษณะท่าทางดูแล้วขลัง.........
เรียกชั้นว่า แม่อุ้ยแปง ท่านพูดฟังจากน้ำเสียงดูเป็นหญิงใจดี
แต่ดูจากดวงตานี่สิแปลก แปลกที่ว่านี้คือ ท่านตาบอดทั้งสองข้าง
บอดสนิท หรือที่เค้าเรียกว่าตาบอดตาใส
แค่นี้ก็ทำให้พวกเราทั้งหมดยิ่งต้องเชื่อในสิ่งเราไม่เชื่อละล่ะ
ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเราต้องไม่ใช่คนธรรมดา
( ต้องขอย้อนอีกนิดนะคะว่า แม่อุ้ย ภาษาเหนือเรียกว่า ยาย
ส่วนชื่อเต็มของ เค้าก็คือ คำแปง เรียกกันเข้าใจง่ายๆและน่ารักก็คือ แม่อุ้ยแปงค่ะ )
สิ่งที่เราต้องตาค้างก็คือว่าทำไมท่านถึงเดินไปมา
หยิบจับโน่นนี่ได้อย่างเช่นคนปกติ จุดธูปเทียนได้เหมือนเราๆ
และยังปักเทียนได้ตามที่มันควรอยู่ได้ด้วย
ความสงสัยในตัวแม่อุ้ยแปงเริ่มทวีมากขึ้นอีกเพราะ ท่านได้พูดว่า
แ ม่ ข อ ง ส อ ง ค น นี้ ล่ะ สิ ..... เฮ้อ มั น ห ว ง ลูก ข อ ง มั น นะ
เท่านั้นแหละพวกเราที่นั่งกันอยู่ถึงกับจะขยับตัวกันไม่ได้
เพราะยังไม่มีใครได้เริ่มพูดอะไรกันสักคำ ยังไม่ได้กล่าวทักทายสวัสดีท่านเลย ยังไม่มีใครได้เริ่มต้นบอกกล่าวอะไรสักอย่าง ยังไม่ได้บอกจุดประสงค์ที่มานี้ด้วย
และที่ระทึกขวัญไปใหญ่ก็คือ ท่านรู้ได้ไง เพราะที่บ้านท่าน
ไม่ต้องการให้มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารใดๆเลย โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
และไม่มีโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน
แม่ป้ากับพ่อพยายามตั้งสติ
เพื่อจะบอกกล่าวเรื่องที่เป็นมา และจุดประสงค์ ว่า
ต้องการพูดคุยกับแม่น้องว่าเป็นยังไงถึงได้ฆ่าตัวตายอย่างนี้
แต่ ยังไม่ได้พูดอะไร ท่านก็รู้ได้ยังไง นั่นสิ
ท่านพูดแต่เพียงว่า จะคุยกับแม่เด็กมั้ย...
พ่อพูดพร้อมพนมมือรับว่า คุยครับท่าน... ได้
ท่านตอบ สักครู่ท่านก็ทำพิธีในแบบของผู้มีของดี
ใช่ค่ะ มันอาจจะเหมือนในหนังในละครที่มีพ่อมด แม่มด หมอผี นั่นแหละ
แต่นี่ไม่ใช่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง
ขณะที่เรารอท่านกำลังลงทรง
ทุกคนรู้สึกว่ามีใครมองเราอยู่
มีความรู้สึกเหมือนว่ามีคนมาจ้องมองเราตลอดเวลา
แต่ไม่เห็นตัวซะที มีแค่ปลายหางตา แว๊บไป แว๊บมา
ท่านพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้เราสะดุ้งบมา เท่านั้น เอ้า.....มาแล้ว
คุยเลยท่านพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้เราสะดุ้ง เพราะเราอยู่ในความเงียบกันหมด
สิ้นเสียงแม่อุ้ย.... ก็มีเสียงที่เราคุ้นหูนั่นมาอีกแล้ว
ใช่...เสียงของแม่น้อง เสียงร้องไห้ของแม่น้อง..... แม่น้องมาแล้ว
ฉันตกใจบวกกับดีใจ ใช่จริงๆเนาะนุ้ย
ฉันกับน้องลุกกระโดดโลดเต้นดีใจปรบมือกันใหญ่
แต่ไหนล่ะ ไม่เห็นตัวเลย นุ้ยก็พูดว่า แม่น้องเล่นซ่อนแอบ
เท่านั้นแหละฉันกับน้องก็วิ่งไปมากํน เพราะคิดว่าเป็นแม่จริงๆ
แม่สุดที่รักของพวกเรามาแล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าที่เราได้ยินนั้นเป็นการเข้าทรง
เป็นแค่เสียงของแม่เท่านั้น เพราะร่างกายของแม่ สลายไปในอากาศแล้ว
แม่ป้ากับพ่อน้ำตาไหล ที่เห็นฉันกับน้องเป็นแบบนี้
ทั้งดีใจและเสียใจ ไปกับลูกทั้งสอง
น้องรักลูก...ห่วงลูกเหลือเกิน ลูกจ๋า....แม่น้องอยากกอดลูกใจจะขาด ....
เสียงสะอื้น.....นี้ทำให้พวกเราที่มา พากันร้องไห้ตามไปด้วย
ไม่มีแต่เราที่ร้องไห้ หญิงชายที่ออกมาต้อนรับเราก็น้ำตาซึมเหมือนกัน
น้องจะเอาลูกไปด้วย.........
ยังไม่จบเท่านี้ โปรดติดตาม.....
จากคุณ : เจฉ่าย (เจฉ่าย) - [ 8 ธ.ค. 48 15:21:48 ]