2008/Jan/18

เรื่องมีอยู่ว่าเรากะโดเรมี(ไม่)น้อยได้ไปเที่ยวที่วัดมหาบุศย์

ก็ไปไหว้พระและก็ไปไหว้ย่านาคด้วย ตอนเราไปไหว้ย่า

เราก็รู้สึกถึงอาการอึดอัด แขนขาไม่มีแรง แถมตัวก็จะสั่นๆ ใจหวิวๆ อีกต่างหาก

แบบว่ารู้สึกได้ถึงบรรยากาศเเปลกๆ

เราก็จุดธูปไหว้ย่านาคและก็อธิฐานไปหลายๆเรื่อง(โลภ)

แต่ไม่รู้เป็นอะไร เราไม่มีแรงที่จะยกแขนขึ้นปิดทองที่ตัวย่า

เราเลยกลั้นใจปิดทองที่ย่านาค อยู่ๆก็มีเลข 35 ลอยเข้ามาที่ในหัวของเราเฉยเลย

เราก็มองไปที่ย่านาคเหมือนกับว่า ท่านกะยิ้มมาให้เราอยู่

และที่สำคัญ เราเห็นเหมือนแสงรัศมีแผ่ออกมาด้วย

เราก็ได้แต่เงียบ ตอนนั้นเราคิดว่าคงคิดไปเอง เลยไม่สนใจ

และเราก็กลับออกมาจากวัด แต่รู้สึกว่ามีอาการเหนื่อยๆยังๆไงก็ไม่รู้ ก็ไม่มีไร

ระหว่างทางเราก็บอกโดเรมี่ว่า เมื้อกี้ได้หวยด้วย เราก็บอกเค้าไป ก็ยังไม่มีไร

ในตอนที่จะลืมพอดีหวยจะออก เลยเผื่อเหนียว ซื้อไป 20 กันพลาด

ปรากฎว่าหวยออกเลขนั้นจริงๆ ก็ไม่มีไร

ผ่านมาหลายวัน เราก็ลืมไปไหว้ย่าเพื่อขอบคุณท่าน

เราก็เลยนึกในใจว่า ย่าให้เองนี่หน่าไม่ได้ขอ คงไม่เป็นไรมั้ง เลยไม่สนใจ

ผ่านไปอีกหลายวัน มีอยู่วันหนึ่งขี่รถมาดีๆ มีรถเลี้ยวตัดหน้า

เราก็เบรค แต่อยู่ดีๆเบรคก็ทำงานดีมากเกินหน้าที่ไปหน่อย เลยกลิ้งล้ม

หัวเราไปฟาดกับรถซูบารุข้างทางจนบุบเลย

แถมโดนปอเต็กตึ้งพาส่งโรงพยาบาลอีก โดนเรียกค่าเสียหายไป 1000 บาท

โดนต.ร.ปรับอีก 400 บาท

สรุปเราถูกหวยแค่ 1300 พอดีเลยที่ถูกมาหมดเลย เข้าเนื้ออีกต่างหาก

แถมต้องใส่ปลอกคออีกเกีอบ 3 อาทิตย์อีก

พอหายดีเราก็ไปไหว้ย่านาคอีก เพื่อเป็นการขอโทษท่าน

พอไหว้เสร็จก็เดินออกมา รู้สึกว่ามีเลย 37 ลอยตามมาอีก

เราก็บอกโดเรมีอีกว่าได้เลขอีกแล้ว

พอเดินออกมาก็มีเหมือนเสียงทางจิตบอกในหัวว่า 47 ต่างหาก

พอเรากลับมา เราก็ซื้อ 37 มาอีก 50 เลย

แต่เราบอกโดเรมีว่างวดนี้ออก 47 แน่นอน สรุปว่าหวยออก 47 จริงๆๆ

โดนโดเรมีน้อยว่า ว่ารู้แล้วทำไมไม่ซื้อ

เราเลยย้อนกลับไปว่า ถ้าถูกและเจ็บตัวอีกจะคุ้มไหม

น้องโดเรมีเลยเงียบไม่พูดไรต่อ (เวลาที่เราเจ็บน้องโดเรมีเป็นคนดูแลเราครับ) หุหุหุ

เพื่อนๆว่าอย่างไรครับ ถ้าเพื่อนๆได้หวยอย่างเรา จะกล้าซื้อกันไหมครับถามหน่อย หุหุหุหุ

จากคุณ : ปากขัดลาภ (ท่านชายโต๋เต๋)  - [ วันฉัตรมงคล 23:25:58 ] 

2008/Jan/18

ก่อนที่เราจะไปเที่ยวหัวหิน (เป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของปีนี้นะคะ เพราะปีนี้เราไปบ่อยเหมือนกัน) กับครอบครัวของเรา  และก็ครอบครัวของเพื่อนคุณพ่อเราประมาณเกือบ 30 คนทีเดียว

ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่น้าชายของเรามาจากต่างจังหวัดน่ะค่ะ 

แบบว่าสงสัยคุณยายของเรา (ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน) น่าจะมาด้วย  เพราะก่อนจะมา  น้าชายเราบอกกับรูปของคุณยายไว้ว่า.....

"เดี๋ยวจะมากรุงเทพ มาเยี่ยมบ้าน และมาเยี่ยมพี่สาว และหลาน ๆ ให้ยายตามมาด้วย"

คิดว่าคงจะได้ผลนะคะ  เพราะว่าพอน้าเราเลี้ยวรถเข้าบ้านเราปุ๊บ

หมาของเรา  ก็หอนกันประสานเสียง  แบบคอรัสเชียวค่ะ

เล่นเอาเรางงไปเลย  ว่าเดี๋ยวนี้หมาบ้านเรามันพัฒนาหอนกันตั้งแต่กลางวันแสก ๆ เชียวหรือเนี่ย  เพราะปกติยูโรหมาดุพันธุ์บางแก้วของเรา  มันจะไม่เห่า  ไม่หอนพร่ำเพรื่อ   คือ ถ้าไม่มีอะไรจริง ๆ มันจะไม่เห่า ไม่หอนเลย

สรุป  น้าเรามาเฉลยน่ะค่ะ  ว่าชวนยายมาด้วย  สงสัยยายคงจะมาจริง ๆ  เพราะว่ายายเรา  ท่านจะชอบไปเที่ยวหัวหินมาก ๆ   แต่ว่ายังไม่ทันได้มาเที่ยวหัวหิน  ก็มาด่วนจากไปซะก่อนน่ะค่ะ


หลังจากที่คุณยายของเราเสียไปไม่กี่วัน    ก็มีชาวบ้านที่ต่างจังหวัดเห็นคุณยายของเรา  เดินอยู่ในบ้านบ่อย ๆ

ใ น ต อ น ก ล า ง วั น แ ส ก  ๆ


เริ่มจากชาวบ้านคนแรก    พอดีว่าคุณยายเรามีบ้านพักต่างอากาศที่ต่างจังหวัดด้วยน่ะค่ะ  จะเป็นบ้านริมแม่น้ำโขง   ก็จะมีคนหาปลามาขอขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำบ้านคุณยายเราบ่อย ๆ

และก็มักจะมีชาวบ้านที่มาขอเก็บผลไม้ในบ้านของยายเรา  มาบ่อย ๆ

ตอนนั้นเท่าที่ฟัง  เค้าบอกว่าเป็นเวลาประมาณบ่ายสามโมงเย็น   ชาวบ้านเหล่านั้นบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า 

เห็นคุณยายของเรานั่งบนเก้าอี้โยกหน้าบ้าน   กำลังนั่งเท้าแขน  ทำหน้าเศร้า ๆ อยู่

แต่บางคนก็จะบอกว่า จะเห็นคุณยายของเราเดินรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านตอนกลางวันบ้างน่ะค่ะ

เค้าก็เลยจะเดินมาทักว่ามาจากกรุงเทพวันไหน  หายป่วยแล้วหรือยัง  หรือจะทักทายตามปกติ  เพราะคนต่างจังหวัดจะใจดี  เป็นกันเอง  ชอบถามสารทุกข์สุขดิบเพื่อนบ้านกันเป็นประจำอยู่แล้วนะคะ

ระหว่างที่เดินเข้ามาเค้าก็จะเห็นว่าคุณยายของเราได้หายตัวไป

ชาวบ้านเค้าก็เลยมาดูว่ายายเราหายไปไหนนะ  เมื่อกี้ยังเห็นนั่งอยู่ตรงนี้อยู่เลย   ก็เลยตะโกนเรียก  เคาะประตู  ก็ปรากฎว่าประตูหน้าต่างล็อกหมดทุกบาน

ทำให้ชาวบ้านงงกันไปหมด

จนวันที่น้าชายเรากลับไปถึงบ้านหลังที่ว่านี้   ก็มีชาวบ้านมาถามว่า   เนี่ย....ทำไมปล่อยให้คุณยายเราอยู่บ้านคนเดียวล่ะ  เห็นคุณยายนั่งอยู่หน้าบ้านแทบทุกวันเลย  แล้วคุณยายหายป่วยแล้วเหรอ

สิ่งที่ชาวบ้านพูด  มันทำให้น้าเรางง   งงว่าชาวบ้านเค้าพูดอะไรอยู่นะ

น้าเราเลยบอกว่า  คุณยายเพิ่งจะเสีย   และยังให้ดูโถอัฐิ  รวมทั้งรูปงานศพว่าคุณยายได้จากไปแล้วจริง ๆ   ไม่งั้นชาวบ้านเค้าไม่เชื่อ  เพราะว่าเค้าเห็นยายเราอยู่ทุกวัน

พอชาวบ้านรู้ความจริง  ว่าคุณยายเราจากไปแล้วเท่านั้นแหละค่ะ     ไม่มีใครกล้าผ่านหน้าบ้านยายเราอีกเลย  พูดง่าย ๆ ว่าพอตกเย็นเข้าหน่อย  ทุกคนรีบปิดประตูบ้านกันทันที

แต่ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ   ผลไม้  หรือปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อ  ไม่มีหายเลยล่ะค่ะ  (จากปกติที่โดนขโมยเล่นงานอยู่บ่อย ๆ )  อิอิ

แล้วคุณล่ะค่ะ    เคยมีใครเจอประสบการณ์อะไรแปลก ๆ แบบนี้   หรือมีเรื่องผี  หรือเรื่องตื่นเต้น น่ากลัวอะไร   มาเล่าสู่กันฟัง  บ้างสิคะ

บุญรักษาค่ะทุกท่าน...

.

จากคุณ : ลาบไก่ใส่ตับหมู   - [ วันฉัตรมงคล 16:45:28 ] 

edit @ 18 Jan 2008 09:11:25 by ผายลมรัก~♥

2008/Jan/04

พอดีข้าพเจ้าเกิดรับงานปุบปับ คือไม่คิดว่าจะทำ ไปๆมาๆ...เอ้า...ทำก็ทำ(วะ)

เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น (ที่คอยเป็นห่วงเป็นใย เป็นกังวล เป็นเครียด ฯลฯ แทนเรา)

กว่าจะมีโอกาสมาแจ้งข่าว ก็ป่านนี้ล่ะค่ะ (บล็อคร้างไปเลย แหะๆ)

อนาคตบล็อคนี้ก็อาจจะอัพบ้าง ไม่อัพบ้าง สุดแล้วแต่สถานการณ์จะอำนวยนะคะ

(กรุณาทำใจไว้แต่เนิ่นๆ)

สุดท้ายนี้...ไม่รู้จะแก้ตัวอะไรแล้ว เอาเป็นว่า สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้ทุกท่านสุภาพแข็งแรง

ใครใคร่เจอผีก็ขอให้สมปรารถนาทุกๆคนเลยนะคะ

edit @ 4 Jan 2008 09:20:04 by ผายลมรัก~♥

2007/Sep/11

วันนี้ก็จะมาเล่าเหตุการณ์ที่เราเจอ แต่มันก็นานมาแล้วล่ะ ตั้งแต่สมัยเรียน มัธยม น่ะ

เป็นช่วงปิดเทอมพอดี ตอนนั้นเรายังอยู่บ้านเก่า ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ และเรามีเพื่อนที่สนิทอยู่คนนึง เขาอยู่บ้านติดกับเราเนี่ยแหละ

ในบ้านเขาน่ะอยู่กันหลายคน เพราะเป็นญาติ ๆ ที่มาจากต่างจังหวัด มาเรียนใน กรุงเทพฯ และมีพี่อยู่คนนึง ชื่อ พี่วิทย์ พี่เค้าจะเป็นคน ปราจีนบุรี

เพราะฉะนั้นทุกปิดเทอม พี่เค้าก็จะกลับบ้านเค้า ซึ่งปิดเทอมนี้พี่เค้าก็กลับบ้านตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติเหมือนอย่างเดิมก็คือ พี่วิทย์ไม่ได้กลับมาเรียนอีกเลย

เพราะช่วงที่พี่เขากลับบ้านมีอยู่วันนึง พี่เขาเอารถกระบะที่บ้านเขาไปขับ และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต คอหักตายคาที่

ตอนแรกที่เราได้ข่าวเราก็ไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อใกล้ถึงวันเผา บ้านเพื่อนเราทั้งบ้าน รวม บ้านเราด้วย ก็ต้องไปงานพี่เค้า

วันที่จะออกเดินทางนั้น พวกเราตกลงกันว่าจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด เพื่อไปให้ทันงานเผาศพ และตอนที่พวกเราไปนัดขึ้นรถกันที่บ้านเพื่อนเรานั้นเอง ตอนที่แม่เพื่อนเรากำลังจะปิดประตูบ้าน

เพื่อนเราดันเกิดทะลึ่ง ตะโกนพูดขึ้นมาว่า " พี่วิทย์ กลับบ้านป่ะ เดี๋ยวพาไปส่ง "

เท่านั้นล่ะ พวกเราทุกคนก็ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งลงบันไดมา ทั้งๆ ที่ในบ้านนั้นไม่เหลือใครแล้วด้วยซ้ำ

เท่านั้นแหละ พวกเราทุกคนก็เลยรีบโดดขึ้นรถกันหมดเลย แต่ก็ไม่มีใครยอมพูดอะไร จนออกจากที่นั่นมาไกลพอสมควร ทุกคนก็เลยหันไปดุเพื่อนเราที่ดันพูดขึ้นมาได้

เมื่อมาถึงวัดที่จะทำพิธีเผา ตอนเราลงรถมามีน้องคนนึงที่อายุประมาณ 3-4 ขวบเห็นจะได้ ซึ่งเป็นหลานของพี่วิทย์

ดันชี้นิ้วมาที่กลุ่มพวกเรา และหันไปตะโกนบอกพ่อ กับ แม่ น้องเค้าว่า

อาวิทย์ มาแล้ว

เท่านั้นแหละ พวกเราเนี่ยขนหัวลุกไปหมดเลย


จากคุณ : โดเรมี่น้อย (โดเรมี่น้อย) - [ 4 พ.ค. 49 11:12:03 ]

2007/Sep/11

ในสมัยก่อน ประมาณปี 2519 ตอนนั้นผมเป็นนักพากย์ รับงานพากย์หนังกลางแปลง ประจวบกับที่บ้านพ่อตาเป็นบริการหนัง ซึ่งตั้งอยู่ที่เฉลิมกรุง ซึ่งปัจจุบันเป็น ดิโอลด์สยาม

มีอยู่งานนึงที่เจ้าภาพที่รู้จักกัน มาหาหนังที่บ้านไปฉาย 2 คืนที่จังหวัดจันทบุรี ราคาค่าหนังสู้ไม่เกี่ยง

ตอนนั้นที่จำได้ เอาหนังไทยเรื่อง ชาติทองแดง ฉายพร้อมโรงหนังเฉลิมกรุง ไปฉาย

คืนแรกที่ฉาย เรื่องแรกจบไปด้วยดี เป็นหนังฝรั่ง แล้วต่อมาก็เป็นหนังไทยเรื่อง ชาติทองแดง พอฉายได้ 2 ม้วน ผมเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาก

บอกคนฉายที่เป็นเพื่อนกันว่า เฮ๊ย เต็ก หยุดหนังก่อน ปวดท้องทนไม่ได้แล้ว แต่เพื่อนก็บอกว่า ทนหน่อยน่า อีกแค่ 3 ม้วนค่อยไปห้องน้ำ ผมก็บอกว่า ไม่ไหว 3 ม้วน ม้วนละ 45 นาที ก็ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ไหวแล้ว

กำลังพากย์หนังคา ๆ อยู่ พอเริ่มเปลี่ยนซีน ผมลุกเดินทันที แต่ก็บอกคนที่ดูหนังว่า ท่านผู้ชมครับ ขอเวลาสักครู่ครับ แล้วผมก็โกยอ้าวเข้าไปในวัด

ตอนนั้นมืดมาก เพราะในวัด ไม่มีไฟ สมัยนั้นใช้ไฟปั่น เฉพาะเครื่องฉายเท่านั้น ในวัดจึงไม่มีไฟ มองซ้ายมองขวา ก็มองไม่เห็นห้องน้ำ ข้าศึกก็ยกมาประชิด เหงื่อแตกพลั่ก แต่มันดันหนาวจริง ๆ

พอสักพักก็มีลุงแก่ ๆคนนึงเดินมา แกเอ่ยปากถามว่า ไอ้หนู จะไปไหนเหรอ ผมก็บอกแกไปว่า ลุงๆ ห้องน้ำอยู่ไหนอ่ะ ผมปวดท้องหนักมาก ลุงแกสวนคำพูดมาเลยว่า เฮ๊ยไอ้น้อง ลุงอยู่วัดนี้มา ลุงรู้จักทุกซอกทุกมุม ตามมาเดี๋ยวลุงจะพาไปเอง

ผมก็เดินตามแกไป สักพัก ผมชักทนไม่ไหวแล้ว ก็ถามแกว่า ลุง ๆ ห้องน้ำอยู่ไหนกันแน่นี่ ลุงพาผมเดินไปเดินมา ผมชักแย่แลวนะ แกก็ตอบผมว่า เออ...ข้าก็ชักจะ งงๆ เหมือนกัน

ผมเลยรีบบอกแกว่า งั้นลุงไปไหนก็ไปเถอะเดี๋ยวผมจัดการเอง แล้วแกก็เดินจากผมไป ท่าทางแกจะเมาๆ หน่อย ผมเดินแบบคลำๆ ไปเจอเข้ากับ กองอิฐที่บังมิดหัวพอดี เลยทำภาระกิจตรงนั้น เป็นที่เรียบร้อย แล้วเดินกลับมาพากย์หนังต่อ จนหนังจบ เราก็นอนกันที่เครื่องฉาย มีเต๊นกางกันน้ำค้างพอได้หลับ

พอวันรุ่งขึ้น พระที่วัด ก็มาถามผมว่า โยม เมื่อคืนหนังกำลังสนุก แล้วโยมหยุดทำไมเหรอ ผมก็บอกกับท่านไปว่า ผมปวดท้องแล้วหาห้องน้ำไม่เจอ แต่มีลุงอยู่คนหนึ่ง แกบอกว่าแกรู้จักห้องน้ำดีแต่ก็พาผมหลง จนต้องไปหาที่นั่งถ่ายทุกข์เอง แกยังบอกเลยว่าแกอยู่ที่วัดนี้

พระก็บอกกับผมว่า ที่วัดนี้ไม่มีลุงอย่างที่ผมบอกหรอก พอดีที่ผมเหลือบไปเห็นรูปของผู้ตาย โอ้พระเจ้าช่วย นั่นคือลุงที่เมื่อคืน พาผมไปหาห้องน้ำ แล้วแกก็หาไม่พบ แต่ให้ตายเถอะ ที่ๆ ผมไปนั่งถ่ายทุกข์เมื่อคืน ก็คือเชิงตะกอน ที่เผาศพ ที่เมื่อเย็นวาน เผาศพไปแล้วหมาด ๆ มิน่าล่ะ ตรงนั้นถึงได้อุ่นๆ ดีเหลือเกิน

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ คนที่ฉายหนังให้ผม ตอนนี้ก็ยังอยู่ ที่ผ่านมา แกเป็นเจ้าของหนังเรื่องบ้านผีปอบครับ

จากคุณ : แก้วฟ้า - [ 2 พ.ค. 49 20:48:25 A:58.8.166.79 X: ]